เดยัน ลอฟเรน ”ผมเชื่อมั่นลิเวอร์พูลเสมอ”

จะต้องถือว่าเป็นข่าวดีในขณะฟอร์มแย่ๆของ ลิเวอร์พูล เมื่อ เดยัน ลอฟเรน ป้อมปราการหลังจอมเข้มแข็ง ตัดสินใจขยายคำสัญญาอยู่คุมแนวรับให้ ''หงส์แดง'' ไปถึงปี 2021 พร้อมออปชั่นขยายได้อีก 1 ปี แน่นอนว่าการสลัดหมึกคราวนี้เจ้าตัวและกายและใจที่จะฝากอนาคตของเขาเอาไว้ในถิ่นแอนฟิลด์ และเชื่อว่าทีมชุดนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ที่สาวก ''เดอะ ค็อป'' รอคอยมานาน

ลอฟเรน อยู่กับ ลิเวอร์พูล มาเป็นฤดูที่สามแล้ว ภายหลังเซ็นสัญญาย้ายมาจาก เซาธ์หมูแฮมป์ตัน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2014 เขาลงเล่นให้ยอดทีม "เดอะ เร้ดส์" ไปแล้ว 105 เกมจากการแข่งขันทุกรายการของต้นสังกัด และส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้ 4 ลูก

การที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ มี ลอฟเรน คุมเกมรับอาจเป็นเรื่องที่ดีเยี่ยม เนื่องด้วยนักเตะปรับตัวเข้ากับทีมได้แล้ว และสามารถยืนเป็นตัวหลักในเกมรับให้ "หงส์แดง" ได้อย่างอดทน ที่สำคัญหากพวกเขามีคู่เซนเตอร์แบ็กที่เต็มไปด้วยศักยภาพอีกซักคน เชื่อว่าแฟนบอลพันธุ์แท้ "เดอะ เร้ดส์" อาจใจชื่นว่าจะไม่เสียประตูง่ายๆเสมือนตอนที่ผ่านๆมา

"ผมรู้สึกว่านี่เป็นวันที่สุดพิเศษสำหรับผม และครอบครัวของผม ผมรู้สึกว่าผมเป็นคนที่เป็นสุขที่สุดในโลกสำหรับวันนี้ นี่เป็นอีกหนึ่งความฝันที่เป็นจริง มันเป็นความฝันของผมเสมอที่ได้อยู่กับซักสโมสรให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผมรักสโมสรที่นี้ ผมรักลิเวอร์พูล"

"หลังจากที่ทุกสิ่งเกิดขึ้นในตอนต้น ต่อมาอีก 2 ฤดูหลังจากนั้นผมรู้สึกว่าผมทำผลงานเจริญกว่าในซีซั่นแรก สโมสรให้รางวัลกับผม พวกเขาเชื่อถือในตัวผม และแฟนบอลก็เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ผมเคารพอย่างมากหลังจากที่ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น ผมพอใจกับทุกเรื่อง และผมต้องการที่จะอยู่ที่นี่ให้ตายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของครอบครัวนี้ในอีกหลายๆปีที่จะมาถึง" ลอฟเรน กล่าว

ลอฟเรน ลงเล่น 28 เกมให้กับ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาล 2016-17 ซัดไป 2 ประตู โดยดาวเตะวัย 27 ปี เล่นกันได้อย่างเข้ากันกับ โจเอล มาติเตียนป ซึ่งย้ายมาร่วมทีมตอนซัมเมอร์ และผลงานเห็นได้ชัดเมื่อแพ้แค่ 1 เกม จาก 15 แมตช์ขณะที่ทั้งสองคนได้เล่นด้วยกัน และช่วยทำให้ทีมยังมีลุ้นติดอันดับท็อปโฟร์

"ผมดีใจที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของทีมนี้ และแนวทางเล่นในอนาคต เราเป็นทีมที่มีลำแข้งความสามารถพิเศษล้นหลาม พร้อมกับผู้เล่นที่สุดพิเศษอีกคนไม่ใช่น้อย รวมถึงผู้จัดการทีมที่สุดยอด สโมสรนี่มันช่างแสนแปลกประหลาด และแฟนบอลก็พร้อมที่จะสนับสนุนเราเสมอแม้ในวันที่ชั่วร้ายก็ตาม ซึ่งนั่นเป็นเรื่องจำเป็นมาก แน่นอนว่าผมตื่นเต้นกับอนาคตของทีมจริงๆ" ลอฟเรน เจาะจง

การต่อสัญญาระยะยาวนั่นนับได้ว่า กองหลังวัวรแอต มีความตั้งใจจริงอย่างแรงกล้าที่จะนำการบรรลุเป้าหมายสู่ถิ่นแอนฟิลด์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับแชมป์ลีกที่ห่างหายจากอ้อมอกของพวกเขาไปนานกว่า 26 ปี แล้ว "ใช่ เราไม่ได้อยู่ที่นี่เพื่อแค่ลงเล่น และอยู่แค่กึ่งกลางตาราง เพราะประสิทธิภาพของทีม กับการมีผู้จัดการทีมชั้นยอดซึ่งได้แชมป์ดูเหมือนจะทุกรายการกับ ดอร์ทมุนด์"

"ในฤดูกาลหน้า เราจะเพียรพยายามที่จะมีลุ้นแชมป์อีกที แม้กระนั้นสิ่งแรกก็คือการจบซีซั่นนี้ให้ดที่สุด และได้โควตาไปเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก ตอนที่ เจอร์เก้น เข้ามาคุมทีม เขาเปลี่ยนผมมากมาย ไม่ใช่แค่ผม เขาเปลี่ยนนักเตะทุกคนในเรื่องสภาพจิตใจ การทำงานหนักในสนาม"

"การฝึกฝน และเขายังทำให้ที่นี่มองสดใหม่เพราะมันแค่ปีครึ่งแค่นั้น แม้กระนั้นทุกๆคนคิดว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่fun888พร้อมกับแนวคิดและแนวทางเล่นของเขา รวมถึงกับสโมสรที่นี้ มันสามารถมีสิ่งดีๆเยอะแยะล้นหลามที่จะเกิดขึ้นที่นี่ได้"

ตอนโค้งสุดท้ายซีซั่นนี้ ลิเวอร์พูล กำลังขับเคี่ยวกับหลายๆทีมเพื่อคว้าสิทธิไปเล่น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก โดย ลอฟเรน แน่ใจว่าเมื่อจบฤดูพวกเขาจะเอาอย่างเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ "ผมอาจโง่มากๆหากผมกล่าวว่าเราไม่เชื่อสิ่งนี้ เราเริ่มซีซั่นอย่างอดทน และเชื่อถือตั้งแต่วันแรกในตอนปรีซีซั่น และเรายังคงเชื่ออยู่เป็นประจำ"

"โชคร้ายที่เรามีนักเตะหลักๆบางคนบาดเจ็บ มันเป็นตอนๆขณะที่โชคไม่เข้าข้างเลย แม้กระนั้นเราก็ยังมีขุมกำลังที่ใหญ่พร้อมกับดาวรุ่งความสามารถพิเศษ แน่นอนว่าเราพร้อมสู้ในอีก 4 เกมในที่สุดเพื่อเก็บ 12 คะแนนเต็มให้ได้ ผมเชื่อมาตลอด และผมเชื่อถือในทีมชุดนี้ เชื่อมาตลอดทุกๆซีซั่นว่าเราทำเป็น"

"นี่เป็นตอนๆขณะที่สำคัญมากๆผมรู้สึกว่าเราเหมาะที่จะทำเป็นเมื่อจบฤดู เพราะเราทำเป็นดีมากขนาดไหนตลอดทั้งซีซั่น ผมแน่ใจว่าเราจะได้เห็นตัวเราได้เข้าไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ ลีก"

ลอฟเรน มีความทรงจำล้นหลามกับเกมฟุตบอลถ้วยยุโรปร่วมกับ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่แมื่อที่ย้ายมาจากเซาธ์หมูแฮมป์ตัน โดยเขายังจำความรู้สึกที่โหม่งประตูสำคัญในตอนทดเจ็บเกมกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ต่อหน้าสาวก เดอะ ค็อป รวมถึงการจะต้องแพ้ เซบีคุณย่า ในนัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก

"นี่คือเหตุผลที่ว่าเพราะเหตุไรผมถึงต้องการมาอยู่ที่นี่ นี่เป็นสิ่งที่เป็นไปได้กับ ลิเวอร์พูล กับขณะแบบนั้น คุณไม่มีทางลืมขณะพวกนั้นได้เลย พวกเขาจะจำเอาไว้ในหน้าประวัติศาสตร์สโมสรตลอดกาล แฟนบอล,ผู้คน และทุกคนจะจำเหตุการณ์นั้นได้ มันไม่ใช่แค่เกมนั้น ผมต้องการจำในานะนักเตะซึ่งทำทุกสิ่งในสนามในการสู้เพื่อสโมสรที่นี้" ป้อมปราการเหล็ก กล่าวตบท้าย

ไม่เป็นธรรม

คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม ของเขาแรงจริงๆขอรับ 

ไม่ใช่เพียงแค่ลมแรงปลิวสะบัดทั้งก่อน-ระหว่าง-หลังแข่งขัน แม้แต่ว่าเหมารวมความหมายคือกลุ่มกองเชียร์ส่งเสียงเชียร์แรงกระหึ่มทั่วตัวสนาม

ป้ายผ้าผืนใหญ่ประกาศศักดิ์ ''CHAMPIONS OF ENGLAND'' บทเพลง ''CAMPEONES'' ช่วยสร้างแรงกระตุ้นชั้นดี หวังให้นักเตะปลดล็อกคว้าชัยฤดูกาลใหม่ให้ได้เสียที

โชคร้ายแทนเหล่ากองเชียร์ ''เดอะ ฟ็อกซ์ส'' ที่สุดท้ายแล้วกลุ่มรักพวกเขาเห็นผลเสมอ 0-0 ถึงแม้ว่าคู่ควรจะได้รับชัยจากจุดลูกโทษตอนนาทีในที่สุด

เหตุเกิดเมื่อ อาเหม็ด มูซ่า ดาวยิงสำรอง ผู้ครอบครองค่าจ้างสถิติสโมสร ล้มลงในเขตโทษขณะโดน เอคตอร์ เบเยริน เข้าปะทะ ทว่าไม่มีลมเป่านกหวีดสนองตอบอะไรก็แล้วแต่จากท่านเปา มาร์ค แคล็ทโก้เก๋นเบิร์ก

ชอตนี้มันเด่นชัดมากกว่าครึ่งเวลาแรกที่ ดินแดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ โดนสอยล้มซะอีก เพราะว่าภาพรีเพลย์นั้นชี้ว่า โลร็องต์ กอสสิแอลนี่ โดนบอลก่อน

ผิดกับจังหวะปัญหาข้างต้น ให้ก็ได้ไม่น่าเกลียดชังแต่อย่างใด

กระนั้น เคลาดิโอ รานิเอปรี่ ผู้จัดการกลุ่มชาวอิตาเลียน ไม่ได้กังวลใจในเรื่องนั้น บอกเพียงแค่ว่าถ้าหากผู้ตัดสินไม่ให้ก็คือไม่ได้

ขอเลือกยกย่องผลงานในสนามที่มีวิวัฒนาการดีมากยิ่งกว่าแมตช์เปิดม่านที่แพ้ แม้ได้เพียงแค่แต้มเดียวในบ้าน แต่ว่าโดยรวมแล้วโอเค ในแง่ครองบอลเป็นรองกลุ่มเยือน

อีกหัวข้อเก็บตกบทสัมภาษณ์ที่ถามกันเยอะ เป็นลักษณะของ น็องขว้างลีส เมนดี้ มิดฟิลด์หน้าใหม่ที่ข้อเท้าพลิกผิดจังหวะขณะเข้าหาบอลกระทั่งจะต้องออกไปรักษาเบื้องต้น กลับลงมาใหม่ก็สู้ต่อไม่ไหว โดนเปลี่ยนแปลงออกพร้อมเสียงปรบมือดังลั่นระหว่างถูกประคองลงอุโมงค์ห้องแต่งตัว

รานิเอปรี่บอกเพียงแค่ว่ากองกลางเลือดน้ำหอมถูกบล็อกข้อเท้าเอาไว้อยู่ จะต้องคอยเช็กผลสแกนอีกทีภายในเวลาสัปดาห์ด้านหน้า

แต่ว่าถ้าหากถามข้อคิดเห็นจากผม บอกได้เลยว่าถ้าหากหายกลับมาอย่าเอาลงตัวจริงดีมากยิ่งกว่า

เมนดี้ย้ายมาพร้อมสมญานาม ''คนทรงเอ็นโกโล่ ก็องเต้'' (นิยามโดย ''เจ.บาร์ท'' ผู้เชี่ยยวชาญลีก เอิง ประจำแท็บลอยด์ ''สปอร์ตแมน'') แต่ว่าเอาเข้าจริงไม่ได้ใกล้เคียงเลยสักกระผีกเดียว ไม่ว่าเรื่องการเข้าปะทะหรือไปกับบอล

คล้ายคลึงกันเพียงแค่ความสูง แถมเสริมเติมน้ำหนักมาในทรงตุ้ยนุ้ยน่ารัก

''จะเอาอะไรไปวิ่งทันวะ?'' นายซันเดย์ คนข่าวพี่เลี้ยงร่วมรุ่นยังแสดงความคิดเห็นแบบนั้นระหว่างเปลี่ยนข้อคิดเห็นกันในเกม (ฮ่า)

อย่างที่ผมย้ำแล้วย้ำอีก การขาดหายไปของก็องเต้ ทิ้งรอยต่อขนาดใหญ่ไว้กับกลุ่มหมาจิ้งจอก ก่อให้เกิดผลเสียชิ่งไปแทบทุกจุดบนพื้นสนาม

แผงหลังไม่มีตัวสกรีนชั้นเลิศ ยังดีที่นัดนี้ได้ โรเบิร์ต องค์การอนามัยโลกธ พ้นโทษแบนรวมทั้งยังคงเข้าขารู้ใจกับ เวส มอร์แกน

แนวรุกก็ขาดตัวจ่ายฉมังจะต้องลงมาล้วงบอลเอง กว่าจะตีรถยนต์ขึ้นหน้าก็โดนตั้งด่านคอยเข้าให้แล้ว

โน่นเลยช่วยตอบปัญหาว่าเหตุไรทั้ง ดริงค์วอเตอร์, มาร์ค อัลไบรท์ตัน หรือจนถึง 2 ฟูลแบ็กอย่าง ดินแดนนี่ ซิมพ์สัน หรือ คริสเตียน ฟุคส์ ถึงได้ถูกลักพาฟอร์มดีๆเมื่อซีซั่นก่อนไปไวเหลือเกิน

เจมี่ วาร์ดี้ รวมทั้ง ริยาด ปีศาจเรซ ก็เช่นเดียวกัน

ดูโอตัวเอกเลสเตอร์เกือบจะๆจะได้ย้ายไปสวมเสื้อปืนใหญ่ในตอนซัมเมอร์นี้ แต่ว่าในที่สุดก็เลือกฝากอนาคตต่อสัญญาฉบับใหม่

ไม่ว่าแฟนบอลหรือเจ้าตัวเองย่อมมั่นหมายจะส่องตาข่ายกลุ่มที่เคยตกเป็นข่าวเพื่อเรียกขวัญพลังใจ แต่ว่าก็เหมือนที่มองเห็นกัน ทั้งคู่มองขาดความเชื่อมั่นในตนเองในเวลาเข้าทำ

ล่วงเลยไป 2 แมตช์ เท่ากับว่าเลสเตอร์ได้ประตูเดียวเท่านั้นจากลูกจุดลูกโทษ โน่นมันไม่ใช่เรื่องดีเลยบนเส้นทางระยะยาว

วิพากษ์เจ้าของบ้านมาเยอะแล้ว วกเข้าเรื่องกลุ่มเยือนกันมั่ง

อาร์แซน เวนเกอร์ แสดงความคิดเห็นตอนนั่งโต๊ะสัมภาษณ์ไว้ว่ากลุ่มของเขาขาดความเฉียบขาดไป แต่ว่าข้อเท็จจริงมันไม่ใช่แค่นั้น

แผงมิดฟิลด์ที่เป็นจุดขายมาช้านานได้มีขึ้นรอยต่อ ซึ่งกุนซือเฟร้นช์แมนเองโน่นล่ะที่เจตนาทำให้เป็น

ปัญหาบาดเจ็บของ อารอน แรมซี่ย์ รวมทั้ง อเล็กซ์ อิโม้บี้ บีบคั้นให้เวนเกอร์จะต้องปรับหมากส่ง ซานติ กาซอร์ล่า กับ อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน ลงเล่นแทนตามลำดับ

ในขณะ โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ โชว์ฟอร์มไม่ดีเกมแพ้ลิเวอร์พูลคาบ้าน ก็เลยถูกถอดออกให้สมาชิกใหม่ กรานิต ชาติดอยู่ แทงแทนเข้าคู่ ฟร็องสิส โกเกอแล็ง

จาก 3 รายที่ว่ามานั้นเป็น ชาคาที่ประพฤติน่าผิดหวังสุด ในนามยอดกองกลางที่บุนเดสลีกาพกค่าจ้างใช่ย่อย 30 กว่าล้านปอนด์ ยังไม่ตอบปัญหาด้านใดออกมาเด่นชัด

จะเล่นหนักๆสายขยันก็ไม่มีความเร็ว ให้วางบอลยาว-สั้นกลับไม่ฉมัง เบื้องต้นผมไม่ให้ผ่าน

แต่ว่าของยังงี้จะต้องมองกันยาวๆรวมทั้งให้ความเป็นธรรมเรื่องเวลาปรับนิสัยด้วย อย่าง โกเกอแล็ง กว่าจะเจริญเวลานี้ก็เคยเกือบจะหมดอนาคต ทำได้เพียงแค่ย้ายยืมตัวเล่นลีกล่างๆ

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงหลังแพ้ครั้งแรกเป็นการทยอยคืนกลุ่มของเหล่าสตาร์ตัวความปรารถนา

กอสสิแอลนี่ควรต้องถูกเข็นลงพร้อมสวมปลอกที่มีไว้ใส่แขนกัปตันกลุ่ม ลงเล่นเซนเตอร์แบ็กประคองเจ้าหนูร็อบ โฮลดิ้ง ภายหลังพากันออกทะเลไปกับ ติดอยู่ลั่ม แชมเบอร์ส

เอ่ยถึงแชมเบอร์สแล้วนับว่าอนาคตน่าวิตกมาก เมื่อโดนรุ่นน้องที่มาใหม่อย่าง โฮลดิ้งแซงหน้าตัวเลือกแนวรับไปเรียบร้อย

อายุอานามก็เริ่มจะพ้นสถานะดาวรุ่งเหลือเกิน นี่เป็นเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อที่เจ้าตัวจะต้องเลือกดีๆแม้ไม่ได้อยากต้องการจบดำเนินรอยตามรุ่นพี่ที่เกิดไม่สุดอย่าง ธีโอ วัลค็อตต์ หรือ แจ็ค วิลเชียร์

ยังมีทั้ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ รวมทั้ง เมซุต โอสิล ที่ลงมาโชว์ตัวครึ่งหลัง รวมทั้งจากสภาพที่มองเห็นหัวหอกฝรั่งเศสยังไม่ฟิตจริงๆแต่ว่าในรายจอมทัพเยอรมันผมว่าพร้อมในระดับหนึ่ง

แล้วเหตุไร เวนเกอร์ก็เลยไม่กล้าให้สตาร์ตตัวจริงไปเลย?

ชาติดอยู่ปรับนิสัยยังไม่ได้ก็ให้นั่งไปก่อน หุบเอากาซอร์ล่าลงตัดเกมคู่โกเกอแล็ง แล้วให้โอสิลปั้นเกมอยู่หลัง อเล็กสิส ซานเชซ ก็ได้นี่

จะต้องยึดคติ ''อดเปรี้ยวไว้กินหวาน'' ไปถึงเมื่อไหร่?

เหตุการณ์ช่วงนี้ยังไม่เลวร้ายเพียงพอหรืออย่างไร?

ทั้งหมดทั้งปวงที่ว่ามาก็เลี่ยงไม่พ้นที่จะวกเข้าเรื่องเสริมกองทัพในตลาดซัมเมอร์

เวนเกอร์ยังเลี่ยงจะตอบปัญหาผู้สื่อข่าวเรื่องดังที่ได้กล่าวมาแล้ว พลางเบี่ยงบ่ายต้องการให้ถามผลงานในสนามมากยิ่งกว่า

ถึงแม้ว่ามันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน

ก็มองเห็นๆกันอยู่ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ในแนวรับขาดแคลนตัวเลือก เกมรุกไม่คม ก็มองไม่เห็นจะนำพาอะไรที่อยู่ในเวลานี้

หน่วงเวลาล่วงมาเหมือนที่ผมจ่อไมค์ไปสัมภาษณ์แฟนบอลกูนเนอร์สรุ่นใหญ่หน้าสนามก่อนแข่งขัน

ผมยิงคำถามเรื่องเซ็นสัญญาควรเป็นตำแหน่งไหน หรือคนไหนดี–ลุง (คำนวณเค้าหน้าน่าจะแก่กว่าบิดาผู้ล่วงลับของผม) มึงตอบว่าประเด็นมันอยู่ที่เรื่องเวลารวมทั้งความเหมาะสมนะหลานเอ๊ย

เปิดตลาดมาตั้งแต่กรกฎาคมมัวร้องเพลงคอยอะไรอยู่ ตัวดีๆก็แห่กันย้ายไปสิ สนทนาเอาช่วงนี้ก็เสียเวล่ำเวลาไปอีก

อืมมม…นะ ขนาดกองเชียร์ยังอ่านขาด แล้วนายใหญ่มาดอ่อนโยนมัวไปทำอะไรอยู่?

ข้อสรุปผลเสมอที่สนามคิง เพาเวอร์–ตัดจังหวะควรจะได้จุดลูกโทษออกไป นับว่าสมน้ำสมเนื้อแก่การแบ่งแต้มกันไประหว่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นกลาง

''ไม่เป็นกลาง'' ในความหมายของผมเป็น กองกลางแต่ละกลุ่มเล่นกันไม่เป็นกองกลางเอาซะเลย (โปรดอย่างง HAHA)

แม้แต่ว่าบนความ ''ไม่เป็นกลาง'' ของจริงตามที่ผมคิดอ่าน แม้เลสเตอร์รวมทั้งอาร์เซน่อลไม่ปรับแก้อะไรสักอย่าง

อาจยากจะเข้าป้ายแชมป์ รวมทั้งรองแชมป์เก่าอย่างฤดูกาลก่อนแน่ๆ

ตอนจบของ จิ้งจอกสยาม

เมื่อคืนวันอังคารก่อนหน้านี้ที่ผ่านมามีศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบ 8 กลุ่มในที่สุด นัดหมายที่ 2 ให้เลือกดูกัน 2 คู่

เลสเตอร์ – แอต.มาดริด กับ เรอัล มาดริด – บาเยิร์น มิวนิค

หากเทียบเป็นภาพยนตร์ เกมระหว่าง "ราชันชุดขาว" กับ "เสือใต้" น่าจะเป็นหนังแอคชั่นฟอร์มยักษ์ที่มีอัตราความเมามัน 80,000 ตีนถีบ แถมแน่นด้วยดาราดังระดับซูเปอร์สตาร์ดัง Fast 8 ที่กำลังโกยรายได้มากมายก่ายกองอยู่ขณะนี้ ตอนที่เกมระหว่าง เลสเตอร์ กับ แอต.มาดริด น่าจะเป็นเพียงแค่หนังแอคชั่นฟอร์มเล็กๆเกรด.บี เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ที่ไม่รู้ว่าดูแล้วจะสนุกสนานหรือไม่?

แน่นอนว่าท่านผู้ชมทางบ้านโดยมากน่าจะเลือกดูเกมระดับ "Fast 8" ระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค มากยิ่งกว่า ด้วยคาดการณ์ได้ไม่ยากว่ามันคงจะอุดมด้วยความสนุกสนานร่าเริงและตื่นเต้นมากยิ่งกว่าเกมอีกคู่ เพราะว่าต่างฝ่ายคงจะต่างเดินหน้าเต็มสปีดเข้าบดขยี้พลางกระหน่ำใส่กันด้วยอาวุธหนักนานาจำพวกให้ตายหงส์ตายห่านไปข้าง

ส่วนอีกคู่เป็นบอลสไตล์คล้ายกันคือเน้นย้ำเกมรับเหนียวแน่น ก่อนหาจังหวะโจมตีแบบลอบสังหาร ดูแล้วจังหวะที่เกมจะออกมาน่าเบื่อมีสูงกว่าความเมามัน

ตัดสินใจเลือกไม่ยากเลยครับว่าควรจะดูคู่ไหนมากยิ่งกว่ากัน?

แม้แต่แฟนบอลของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในบางประเทศแถบเอเซียอาคเนย์ที่มีปริมาณมากมายก่ายกองเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ก่อนน้อยลงอย่างฮวบฮาบในช่วงฤดูกาลนี้ยังคงจะเลือกดูเกมระหว่าง เรอัล มาดริด กับ บาเยิร์น มิวนิค เลยนะครับ

แม้กระนั้นท่านผู้ชมทางบ้านอย่างผมกลับตัดสินเลือกดูหนังเกรด บี.เรื่อง "จิ้งจอกน้อยหน้าหมี" ทั้งๆที่มีลัษณะทิศทางว่าน่าจะไม่สนุกซะแบบงั้น!

เหตุผลกล้วยๆเลยนะครับ

เพราะว่าผมเป็นคนประเทศไทย

ผมเป็นคนประเทศไทยหวานใจทุกอย่างที่มีความเป็นเอกราชย โดยไม่เว้นแม้แต่ชมรมบอลในประเทศอังกฤษ

ในเมื่อ เลสเตอร์ ซิตี้ มีเจ้าของเป็นคนประเทศไทย และผมก็เป็นคนประเทศไทยทั้งชิ้น นั่นหมายความว่าพวกเขาคือกลุ่มของคนประเทศไทยทั่วประเทศ แล้วหากผมไม่เชียร์กลุ่มของคนประเทศไทย แล้วจะให้ผมไปเชียร์กลุ่มของชาวภรรยานม่าร์เหรอนะครับคุณ

ที่สำคัญคือเมื่อฤดูกาลที่แล้ว พรรคพวกจิ้งจอกประเทศไทยได้สร้างความสบายให้คนประเทศไทยทั่วประเทศด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างน่าพิศวงมากกว่าเทพนิยายทุกเรื่องในเมืองมนุษย์ ไม่หนำพวกเขายังเอาโทรฟี่อันมีเกียรติมาให้คนประเทศไทยชื่นชอบอีกต่างหาก

นี่คือแง่งามของความเป็นเอกราชยที่มีบริบทมากยิ่งกว่าการเป็นชมรมบอลเพียงแค่ชมรมหนึ่ง

ดังนั้น & ฉะนี้

หากคุณกำเนิดเป็นคนประเทศไทย คุณก็จะต้องเชียร์กลุ่มของคนประเทศไทยจริงไหมนะครับ และเมื่อ เลสเตอร์ ได้ผ่านเข้าไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คนประเทศไทยอย่างผมก็เลยจะต้องขอเชียร์กลุ่มของคนประเทศไทยอย่าง เลสเตอร์ แบบสุดใจขาดดิ้น

ถ่มยยยยย!!!!!

อันนี้เราตอแหลนะครับ 5555

คือคอลัมนิสต์ลูกหนังผู้มีลักษณะทางจิตใจน้อยอย่างผมคิดว่าปัจจุบันนี้คนประเทศไทยโดยมากถูกใจอ่านอะไรที่มันตอแหลๆแบบนี้ครับ ผมเลยทดลองเขียนอะไรที่มันดูดัดจริตๆคละเคล้าน้ำเน่าแบบนี้ออกมา เผื่อคนอ่านจะยินดี โดยเฉพาะคนอ่านชนิดหญิง (อิอิอิ)

เรื่องจริงเหตุผลที่ผมเลือกดูคู่นี้ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะครับ เพียงแค่อยากจะทราบว่าแชมป์พรีเมียร์ลีก ผู้แทนเพียงแค่เพียงอย่างเดียวจากเมืองหลวงที่ลูกหนังที่เหลืออยู่ในเส้นทางสายนี้จะไปไกลได้ขนาดไหน แล้วมันราวกับคำทำนายของท่านเจ้าคุณหรือไม่?

อย่าลืมครับว่า เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นกลุ่มที่มี "พลังงานบางอย่าง" รอช่วยเหลืออยู่ตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว

ยกตัวอย่างในรอบแบ่งกลุ่ม พวกเขาอยู่ในกรุ๊ปที่กลุ่มอื่นเห็นแล้วบางทีอาจตาร้อนผะผ่าวจนถึงผ่านเข้ารอบถัดไปด้วยการเป็นกลุ่มลำดับต้นๆของกรุ๊ป ช่วยให้รอดพ้นจากการเจอกลุ่มระดับยักษ์ใหญ่ในรอบ 16 กลุ่มในที่สุด

การเอาชนะแชมป์ ยูโรปา ลีก อย่าง เซบีญ่า ในรอบ 16 กลุ่มในที่สุดก็ทำให้เห็นว่าพรรคพวกจิ้งจอกประเทศไทยนั้นไม่ธรรมดา อย่างน้อนก็พิสูจน์ความรู้ความเข้าใจตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

กระทั่งในรอบ 8 กลุ่มในที่สุดที่โดนจับมาชนกับทีมยี่ห้อหมีที่ขนาด เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า และบาเยิร์น มิวนิค ยังขยาด ผมอยากจะทราบอย่างยิ่งว่าไอ้พลังงานบางอย่างจะช่วยให้ เลสเตอร์ ผ่านไปได้อีกหรือไม่

เพราะว่า แอต.มาดริด นี่แหละคือ "ของแท้" ที่สุดของพวกเขาในเส้นทางสาย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาลนี้

แม้จะพุ่งชนความปราชัยในเกมแรก โดยไม่ได้อะไรที่เรียกว่า "อะเวย์โกล" กลับออกมาด้วย แม้กระนั้นก็เป็นการพ่ายเพียงแค่ประตูเดียว จังหวะยังเปิดกว้าง และอะไรก็เกิดขึ้นได้

ที่สำคัญคือจะต้องไม่ลืมว่า เลสเตอร์ ยังมี "พลังงานบางอย่าง"

เมื่อเทียบเคียงกันตำแหน่งต่อตำแหน่ง ผู้เล่นของ แอต.มาดริด มีศักยภาพสูงกว่า การผ่านบอลจากเท้าสู้เท้าค่อนข้างจะถูกต้องแม่นยำกว่า ความรู้ความเข้าใจส่วนตัวก็สูงกว่า แถมสมาชิกของ ดิเอโก้เก๋ ซิเมโอเน่ ยังเล่นกันบนความรัดกุมอีกต่างหาก เกมรับเหนียวแน่นมาก ช่วยเหลือกันรุม ช่วยเหลือกันซ้อนจนถึงแทบจะหาจังหวะทำแต้มมิได้

แบบนี้น่าอึดอัดนะครับ เพราะว่าแขกไม่ยอมเปิดพื้นที่ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ใช้ความเร็วระดับทะลุแดนนรกได้ตามถนัด แถมยังชิงจังหวะทำลายตาข่ายได้ก่อน ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เลสเตอร์ จะต้องยิงคืนถึง 3 ดอก โดยห้ามเสียประตูเพิ่ม

เมื่อตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้มันก็จำต้องแก้ไข

จุดนี้ เคร็ก เช็คสเปียร์ ที่ปรึกษาคนใหม่ของ เลสเตอร์ ที่โดนค่อนขอดมาตลอดว่าไม่ต้องใช้สมองอะไรมากมาย เพียงแค่ทำทุกอย่างอย่างกับที่ เคลาดิโอ รานิเอรี่ เคยทำเอาไว้ก็พอสามารถทำเป็นไฉไลเอามากๆครับ

คุณพี่เขาแก้เกมด้วยการปรับระบบใหม่จาก 4-4-2 มาเป็น 3-5-2 โดยถอดเซ็นเตอร์ฯ ออกไปหนึ่งคนแล้วขยับฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างอย่าง ดินแดนนี่ ซิมพ์สัน กับ คริสเตียน ฟุค เข้ามาเป็นกำแพงหลังตัวกลางขนาบ เวส มอร์แกน แล้วส่งตัวสำรองดาวรุ่งอย่าง เบน ชิลล์เวลล์ ลงมาเล่นเป็นวิงแบ็คทางซ้ายพลางโยก มาร์ค อัลไบรท์ตัน มาเป็นวิงแบ็คทางด้านขวา

ยิ่งกว่านั้นยังขยับFun88รียาด ผีเรซ มาเป็นตัวเคลื่อนเกมรุกกึ่งกลาง แล้วส่งศูนย์หน้ารูปร่างสูงยาวหัวเข่าดีมากยิ่งกว่าอย่าง เลโอนาร์โด้ อูยัวร์ ลงมาเป็นหัวหอกแทน ชินจิ โอกาซากิ ที่มีแต่ลูกขยัน

หลังจากเปลี่ยนตัวและปรับระบบการเล่นแล้ว รูปเกมของ เลสเตอร์ ซิตี้ ดีแล้วขึ้นแบบทันตาเห็นพลางบุกกดดันรองแชมป์เก่า ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆจนถึงเกือบจะโงหัวไม่ขึ้น

ขั้นตอนการเล่นแบบบ้านๆของกลุ่มจิ้งจอกประเทศไทยคือการวิ่ง-สู้-ฟัด กัดไม่ปล่อย แล้วเน้นย้ำการโจมตีด้วยลูกกลางอากาศเกือบทุกต้นแบบตามสไตล์อังกฤษโบราณนั่นแหละนะครับ

ใครบางคนกล่าวว่าขั้นตอนการเล่นแบบนี้มันไร้ซึ่งจินตนาการเท่ากับไม่มีความสร้างสรรค์

โถ…ก็ศักยภาพผู้เล่นของ เลสเตอร์ มันก็จำกัดอยู่เท่านี้นี่หว่า มึงจะให้พวกเขาเล่นแบบ บาร์เซโลน่า ได้เช่นไร

ด้วยวิธีการเล่นแบบบ้านๆนี่แหละช่วยให้เจ้าของบ้านตีเสมอได้อย่างรวดเร็วในตอนต้นช่วงหลัง เพียงแค่มันไม่เพียงพอที่จะเอาชนะเกมรับอันหนักแน่นและแข็งแกร่งปานภูเขาของ แอต.มาดริด เท่านั้นเอง

แล้วไอ้พลังงานบางอย่างที่ว่าล่ะ มันโผล่ออกมาช่วยเหลือพวกเขาหรือไม่?

ขอบอกว่าเกมนี้ เลสเตอร์ สำแดงอะไรที่เรียกว่า "พลังงานบางอย่าง" ออกมาให้เห็นแล้วครับ นั่นก็คือการเล่นบนความทุ่มเท และสู้ตายโดยไม่เกรงเกียรติที่เหนือกว่าของคู่ปรปักษ์

ไม่ซ้ำยังเป็น แอต.มาดริด นี่แหละที่แสดงอาการหวาดกลัวออกมาให้เห็น

เลสเตอร์ ซิตี้ จัดว่ามาไกลกว่าที่คาดแล้วครับ แถมยังเป็นตัวแทนเพียงแค่เพียงอย่างเดียวจากเมืองหลวงลูกหนังที่ทะลวงมาถึงรอบนี้อีกต่างหาก

นี่คือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คราวแรกในประวัติศาสตร์ของ เลสเตอร์ ซิตี้ และบางครั้งบางคราวมันบางทีอาจเป็นหนสุดท้าย เพราะว่าไม่รู้แบบเดียวกันว่าเมื่อไร พวกเขาจะได้โอกาสกลับมาเล่นในรายการนี้อีก

สถานีต่อไปของเฮียหลา?

ถึงที่นาทีนี้ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ยิงให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ไปแล้วทั้งหมด 26 ประตู จากการลงเล่นทั้งปวง 41 นัดในทุกรายการ โดยแบ่งเป็นการถล่มตาข่ายในพรีเมียร์ลีก 15 ประตู
อืมมมมิลลิเมตร..ทำลายตาข่ายเสียจนถึงสิ้นซากขนาดนี้ จัดว่าจำนวนมากสำหรับกองหน้าที่มีอายุ 35 ขวบเข้าให้แล้ว
ก่อนเปิดฤดูกาล ดาวยิงวัยชราผู้นี้ถูกปรามาสจากนักวิจารณ์ลูกหนังระดับโปรไลบวงสรวงว่าจะเจอกับความลำบากตรากตรำที่สุดในอาชีพการค้าหน้าแข้ง เพราะเหตุว่าตรงนี้คือพรีเมียร์ลีก – สนามรบหน้าแข้งที่มีทั้งความรวดเร็วรวมทั้งเอาจริงเอาจังบนอัตราความฮาร์ดคอร์เยอะที่สุดในเมืองมนุษย์
ในเวลานี้ไม่ว่าใครที่เคยสบประมาทเขาเอาไว้ดูราวกับว่าโดนสตั๊ดของ "อิบรา" ยัดปากไปเป็นที่เป็นระเบียบ
ทีนี้ลองคิดเล่นๆ(ย้ำว่าคิดเล่นๆครับผม) โดยเอาผลของการแข่งขันที่เกิดขึ้นแล้วของ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้ที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ทำคะแนนหลักๆมาหักจำนวนประตูที่เขายิงได้ในแมตช์นั้นออกไป
ประมาณว่าถ้าเกิด ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ไม่ยิงประตูสำคัญในเกมที่เขายิงได้ ผลของการแข่งขันของ แมนฯ ยูไนเต็ด จะออกมาเป็นอย่างไรนับเฉพาะในพรีเมียร์ลีกเสมอ เซาธ์แฮมป์ตัน 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) เสมอ สวอนซี 1-1 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 3-1) แพ้ เอฟเวอร์ตัน 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1) เสมอ คริสตัล พาเลซ 1-1 (ยิง 1 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-1) เสมอ เวสต์บรอมฯ 0-0 (ยิง 2 ประตู แมนฯ ยูไนเต็ด ชนะ 2-0) แพ้ ลิเวอร์พูล 0-1 (ยิง 1 ประตู เสมอ 1-1)
มองเห็นไหมครับผมว่าถ้าเกิดพี่แกไม่ยิงหรือยิงมิได้ คะแนนของทีมสีแดงที่แมนเชสเตอร์จะหายวับไปกับตาถึง 10 แต้มเลยทีเดียว!
ส่วนนัดชิง อีเอฟแอล คัพ ที่อดีตดาวยิงทีมชาติสวีเดนทำผู้เดียว 2 ดอก แม้กระนั้นหากพี่แกยิงมิได้ แมนฯ ยูไนเต้ด ก็จะแพ้ เซาธ์แฮมป์ตัน ด้วยสกอร์ 1-2 รวมทั้งชวดแชมป์ไปเลยนี่คือจุดสำคัญของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช
เขาเป็นผู้เล่นชนิดห้ามป่วยไข้ ห้ามพัก รวมทั้งห้ามถูกลักพาตัวไปไหนเด็ดขาด เพราะเหตุว่าเวลาหายไป มิได้ลงสู่สนาม "เด็กผี" จะนึกถึงพี่แกอย่างจงหนัก เฉพาะอย่างยิ่งหาก แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่ชนะด้วยล่ะก็ อัตราความนึกถึงจะพุ่งทะยานถึงขั้นล้นจุดแตก ยกตัวอย่างเกมที่แพ้ เชลซี ในศึก เอฟเอ คัพ นัดอย่างไรแม้กระนั้น จุดนี้นับว่าเป็นดาบสองคม เพราะเหตุว่าการมัดขาดทำคะแนนให้ แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่เกือบจะเพียงผู้เดียวอาจไม่ใช่เรื่องที่ดีสักเท่าไหร่
นับเฉพาะในพรีเมียร์ลีก "อิบรา" รัวได้สูงสุดคือ 15 ประตู รองลงมาคือ ฆวน มาต้า 6 ประตู, ปอล ป๊อกบา 4 ประตู, เฮนริค มคิทาร์ยาน, อ็องโตนี่ มาร์กสิยาล รวมทั้งมาร์คัส แรชฟอร์ด 3 ประตู ตอนที่ เวย์น รูนี่ย์ เพิ่งยิงได้แค่ 2 ประตูเพียงเท่านั้นดูราวกับว่า โชเซ่ มูรินโญ่ จะเกรงใจดาวเตะผู้นี้มากเสียด้วยครับผม
คือถ้าเกิดไม่เจ็บ-ไม่แบน เขาจะได้ลงเล่นเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัต ยกเว้นบางเกมที่ผู้เป็นนายใหญ่อยากให้พักน่องหรืออยากจัดผู้เล่นชุดสองลงสู่สนามบ้างที่สำคัญคือถ้าเกิดได้ลงตัวจริงแล้ว ไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออกอีกต่างหาก
ถึงแม้ว่าจะเล่นไม่ดี-ทำฟอร์มตก หรือกระทำตัวไม่มีประโยชน์ เจ้าของสมญา "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" จะเป็นไปไม่ได้เปลี่ยนตัวเขาออกจากสนาม เหมือนกลัวโดนกระทืบ!
เกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด ทำได้แค่เสมอกับ บอร์นมัธ 0-0 ในบ้านตนเอง ดาวเตะที่เพื่อนพ้องร่วมทีมเรียกสั้นๆว่า "เฮียหลา" โชว์ฟอร์มได้ห่วยสิ้นดีครับผม ขนาดฆ่าจุดลูกโทษยังโดนเซฟเลย ราษฎรก็มองเห็นกันทั้งบางว่าเล่นไม่ได้การ แม้กระนั้น "มูมู่" กลับปล่อยให้คุณพี่เขากระทำตัวไร้ประโยชน์บนฟลอร์หญ้าจนถึงครบ 90 นาที โดยเลือกถอดคนอื่นออกแทนซะอย่างงั้น
รู้เรื่องว่าทั้งคู่น่าจะทำข้อตกลงกันเอาไว้ หรือไม่ก็เพราะเหตุว่าความเกรงอกเกรงใจ แม้คำว่า "เกรงใจ" จะไม่บรรจุอยู่ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษรวมทั้งพจนานุกรมส่วนตัวของ โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ตาม
เป็นไปได้ที่ภายหลังหมดสัญญากับ เปแอสเช "อิบรา" อาจไม่ได้คิดต้องการจะขายวิญญาณให้ซาตานแดงตั้งแต่แรก แม้กระนั้นเป็นเพราะเหตุว่าถูกนายจ้างเก่าอย่าง โชเซ่ มูรินโญ่ ร้องขอ หรืออาจเคยมีบุญคุณกันมาก่อน เจ้าตัวเลยยอมเลื้อยตูดมาอยู่ร่วมกันที่โรงแสดงละครที่ความฝัน
โน่นอาจเป็นเหตุผลที่บอกว่าเพราะเหตุใด กุนซือวัย 54 กะรัตถึงเกรงใจสมาชิกคนนี้เป็นพิเศษ โดยส่งลงเป็นตัวจริงทุกนัด แถมไม่เคยถูกเปลี่ยนตัวออก เพื่อเป็นการตอบแทนถ้าเกิดเป็นลูกก็นับว่าเป็นลูกคนโปรดที่ถูกตามใจจนถึงติดจนเป็นนิสัยเลยทีเดียว
ซลาตัน อิบราฮิโมวิช จึงไม่ต่างอะไรจาก "อภิสิทธิ์ชน" ในทีมซาตานสามแง่ง ซึ่งจัดว่าผิดหลักการปกครองอย่างรุนแรง เพราะเหตุว่าอาจก่อเรื่องการรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นในทีม
ทั้งๆที่ที่จริงแล้ว โชเซ่ มูรินโญ่ เป็นผู้จัดการทีมที่มีความเด็ดขาดมากครับผม เขาเป็นไปไม่ได้ปล่อยให้สมาชิกยิ่งใหญ่กว่าตนเองอย่างแน่แท้ ไม่ว่าดาวเตะคนนั้นจะยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม
กาลครั้งหนึ่งยุคเป็นกุนซือของ เชลซี – เจ้าของทีมอย่าง "อาเสี่ยหมี" อุตส่าห์ยัดเยียดสุดยอดดาวยิงค่าตัว 30 ล้านปอนด์อย่าง อังเดร เชฟเชนโก้เก๋ มาให้ โดยมีข้อแม้ว่าต้องส่งลงสู่สนาม แม้กระนั้น "เชว่า" กลับงัดฟอร์มกระฉูดแตกออกมาไม่เป็นผลสำเร็จจนถึงกลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียวได้ขนาดส่งผลให้ผู้จัดการทีมกับเจ้าของทีมต้องแตกหักกัน
ดาวถล่มตาข่ายของสิงห์บลูส์อย่าง ดิเอโก้เก๋ คอสต้า หรือขาใหญ่ของ เชลซี อย่าง จอห์น เทอร์ปรี่ ก็เช่นกันที่ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์พิเศษจาก โชเซ่ มูรินโญ่ สุดท้ายตนเองเลยโดนสมาชิกทรยศจนถึงโดนถีบกระเด็นตกเก้าอี้ผู้จัดการทีมมาแล้ว
รวมทั้งโดยไม่เว้นแม้กระทั้งสมาชิกในปัจจุบันอย่าง ฆวน มาต้า ที่เคยถูกลอยแพออกมาจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แม้นจะมาหายใจด้วยกันอีกครั้งในเครื่องแบบซาตานแดงรวมทั้งที่นาทีนี้ แม้กระนั้นหากพินิจให้ดี คุณจะพบว่า "เดอะ สเปเชี่ยล ฆวน" คือผู้เล่นคนแรกที่มักจะถูก "เดอะ สเปเชี่ยล วัน" เปลี่ยนตัวออกเป็นคนแรกอยู่เสมอ
จึงพอจะสรุปได้ว่า "มูมู่" ไม่เคยก้มหน้าให้สมาชิกคนไหนกันแน่ ยกเว้น "พี่หลา" เพียงผู้เดียวที่จัดอยู่ในชนิด "ห้ามแตะ" เป็นกรณีพิเศษ
ผมรู้เรื่อง โชเซ่ มูรินโญ่ ครับผม รู้เรื่องว่าเฮียแกคงมีบางสิ่งที่ลึกซึ้งแบบสุดหูรูดกับ "อิบรา" โดยที่ราษฎรทั่วไปไม่รู้ หรือบางครั้งบางคราวมันอาจเป็นข้อจำกัดพิเศษที่กำหนดเอาไว้ในสัญญาที่ทำไว้กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เป็นไปได้ มันอาจเป็น "ข้อจำกัด" ที่ทำให้ดาวเตะผู้นี้ยอมขายวิญญาณให้ซาตานแดงอะไรโดยประมาณนั้น
ปัญหาก็คือไม่ใช่ทุกนัดที่ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช บนวัย 35 ขวบจะระเบิดฟอร์มสุดยอดพลางกระทุ้งตาข่ายได้ตลอด
บ่อยที่เขาหวงบอลมากจนเกินไป บ่อยที่เขาทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก รวมทั้งบ่อยที่ออกอาการอารมณ์เสีย หรือชักสีหน้าใส่เพื่อนพ้องร่วมทีมที่ดันเล่นผิดใจ
เช่นเดียวกับบางนัดที่สมจะต้องเป็นตัวสำรองบ้าง หรือถูกเปลี่ยนตัวออกบ้างก็ได้ ไม่ใช่ตะบี้ตะบันใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอด 90 นาทีในทุกๆนัด
ถึงในเวลานี้ "อิบรา" ยังมิได้ต่อสัญญาใหม่กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ครับผม แถมฤดูกาลหน้าอายุเขาจะเพิ่มขึ้นอีก 1 ปี ซึ่งสำหรับกองหน้าวัย 36 ขวบ อย่างไรสภาพร่างกายก็ต้องถดถอยลงไปตามธรรมชาติ จึงเป็นไปไม่ได้รักษามาตรฐาน หรือเล่นดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่แท้เท่านั้นไม่พอ
มันยังทายใจได้ไม่ยากว่าฤดูกาลหน้าอย่างไร แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ต้องหากองหน้าดาวถล่มประตูตัวใหม่ที่สดกว่ามาเสริมทัพแน่ๆ
หากอยากยืดสัญญาออกไปอีก 1 ปี บางครั้งบางคราว "เฮียหลา" อาจต้องสารภาพความเป็นจริงข้อนี้ เช่นเดียวกับยอมรับสภาพการดำรงชีวิตบนม้านั่งสำรองเป็นที่สองรองจากคนอื่นปริศนาคือ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ในวันที่มีอายุ 36 จะยอมรับสภาพการเป็นตัวสำรองได้หรือเปล่า? ผมตอบให้ก็ได้ครับผมว่า…เป็นไปไม่ได้ ดาวเตะที่ถือตัวรวมทั้งผยองอย่าง "อิบรา" เป็นไปไม่ได้ยอมเป็นที่สองรองผู้ใด – มันจึงคงเหลืออยู่แค่เพียง 2 หนทางเท่านั้น

ทีมอันดับ 4 พรีเมียร์ลีก

(||}

สถานการณ์ล่าสุดของสมรภูมิหน้าแข้งพรีเมียร์ลีก ภายหลังจากผ่านไป 25 นัดหมาย
แมนฯ ซิตี้ พรวดพราดขึ้นมาด้อยกว่าหัวหน้าฝูงอีกแล้วครับ โดยตามหลัง "ว่าที่แชมป์" อย่าง เชลซี ที่สะดุดไปเล็กน้อยอยู่ 8 แต้ม กับอีก 13 เกมที่เหลือ – ถามว่ามันมากเกินกว่าจะไล่ตามทันหรือเปล่า? แน่ๆว่า…มากมาย เพราะเหตุว่ากลุ่มที่นำเป็นหัวหน้าฝูงอย่าง "สิงห์บลูส์" แล้วก็ฤดูนี้เป็นกลุ่มที่มาตรฐานสูง แถมแพ้ยาก อย่างงี้ไล่อ่อนเพลียนะครับ
แต่ว่าย้อนกลับไปในฤดู 2011-12 แมนฯ ยูไนเต็ด เคยนำเป็นหัวหน้าฝูงโดยทิ้งห่าง แมนฯ ซิตี้ อยู่ถึง 8 แต้ม ในขณะเหลือเพียง 6 นัดหมาย ดูมุมไหนก็ไม่น่ามีปัญหา ท้ายที่สุดพวกพ้องปีศาจแดงดันเบรคแตกแหกโค้งพุ่งตกเหวเมืองนรกดับสยดสยอง…ซะแบบงั้น
มองจากโปรแกรมที่เหลือ สมาชิกของ อันโตนิโอ คอนเต้ ยังมีสิทธิ์เบรคแตกอยู่เช่นเดียวกัน เพราะเหตุว่าพวกเขายังมีเกมที่จำต้องเจอกับ แมนฯ ซิตี้ โดยตรงอีกหนึ่งนัดหมายในบ้านตัวเอง รวมถึงการออกไปเยือน แมนฯ ยูไนเต็ด แล้วก็ เอฟเวอร์ตัน ซึ่งถือเป็นงานหนัก ส่วนเกมที่จำต้องออกไปเยือน เวสต์แฮม, บอร์นมัธ, สโต๊ค ซิตี้ แล้วก็เวสต์บรอมฯ ก็บางทีอาจมีโอกาสหลุดเสมอในบางนัดหมาย ก็เลยมีความเป็นไปได้ที่ เชลซี บางทีอาจจะสะดุดอีกสัก 2-3 นัดหมาย เพียงแค่มีข้อแม้ว่ากลุ่มผู้ไล่ล่าจำต้องไม่พลาดเช่นกัน อย่างไรก็ดี
เรื่องแชมป์พรีเมียร์ลีก ผมว่าไม่น่าจะมีอะไรเปลี่ยน ด้วยคุณภาพ ด้วยมาตรฐาน ด้วยความสม่ำเสมอ แล้วก็ด้วยระยะห่างที่ค่อนข้างจะมากมาย แม้กระทั่งเบรคแตก ท้ายที่สุด เชลซี น่าจะประคองพวงดอกไม้เข้าเส้นชัยเป็นขั้นแรกได้เสร็จหรือบางทีอาจควบรีบเร่งเข้าเส้นชัยด้วยความเร็วแรงแบบม้วนเดียวจบ ความเมามายมันของพรีเมียร์ลีกก็เลยอยู่ที่การช่วงชิงกันไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ซึ่งเหลือโควต้าอีก 3 กลุ่ม ซึ่งระยะห่างระหว่างกลุ่มชั้น 2 กับกลุ่มชั้น 6 อยู่ใกล้ๆกันเพียงแค่ 4 แต้มเพียงแค่นั้น มีความหมายว่าชั้นสามารถเปลี่ยนได้ตลอดในเวลาแค่ 1-2 นัดหมาย
สถานการณ์ล่าสุด แมนฯ ซิตี้ ขึ้นมาชั้น 2 ตามด้วย สเปอร์ส, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล แล้วก็แมนฯ ยูไนเต็ด ทั้งหมด 5 กลุ่ม แต่ว่ามีโควต้าให้แค่ 3 ตำแหน่งเพียงแค่นั้น มันก็เลยนำมาสู่คำถามที่ว่าใครคือ 3 กลุ่มที่จะสมหวัง แล้วก็ 2 กลุ่มที่ผิดหวัง?
นับตั้งแต่โดน เชลซี ระเบิดถังขี้ เมื่อปลายต.ค.ปีที่แล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ทำสถิติไม่แพ้ในพรีเมียร์ลีก 16 นัดติดต่อกัน
สมาชิกของ โชเซ่ มูรินโญ่ แปลงเป็นกลุ่มที่แพ้ยากตามสไตล์ของผู้เป็นกุนซือ ทุกๆสิ่งทุกๆอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้นแต่ว่าแม้ดูลึกลงไปในเนื้อหา คุณจะพบว่าใน 16 เกมที่พวกเขาไม่แพ้เป็นการเสมอถึง 7 นัดหมาย
แมนฯ ยูไนเต็ด ชอบไม่ชนะในเกมที่จำต้องชนะเพียงแค่นั้นก็เลยทิ้งแต้มไปมาก เฉพาะอย่างยิ่งใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ที่ฤดูนี้ทำได้แค่เสมอคู่ต่อสู้ถึง 6 นัดหมาย นั่นคือเหตุผลที่บอกว่าเพราะอะไร พวกเขาถึงจมอยู่ในชั้น 6 โดยไม่ยอมขยับไปไหนเป็นเวลากว่า 2 เดือนเข้าให้แล้วเว้นเสียแต่พรีเมียร์ลีก พวกพ้องปีศาจแดงยังจำต้องกรำศึกหนักรอบด้านในบอลถ้วยอีกถึง 3 รายการ ทั้งนัดหมายชิงชนะเลิศ ลีก คัพ, เอฟเอ คัพ แล้วก็ยูโรปา ลีก ผิดกับ ลิเวอร์พูล ที่ไม่เหลืออะไรให้ลุ้นแล้วเว้นเสียแต่พรีเมียร์ลีกรายการเดียวแมนฯ ซิตี้ เป็นกลุ่มที่มีขุมกำลังขนาดใหญ่แล้วก็ยาวที่สุด – ข้อบกพร่องคือเกมรับนี่แหละที่ทำให้พวกเขาพุ่งเข้าชนกับหายนะบ่อยๆอาร์เซน่อล จากการทำงานของ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็อย่างเดิม คือมักจะเร่าร้อนเป็นระยะๆก่อนหลุดแบบดื้อรั้นๆชนิดที่ไม่มีเหตุผลแล้วก็อยากได้ความเข้าใจใดๆก็ตามทั้งหมด ยกตัวอย่างการแพ้ วัตฟอร์ด แบบติดอยู่บ้าน เมื่อสองอาทิตย์ก่อนนี่แหละกลุ่มสีหนาถปืนโต
ทางด้านของW88สเปอร์ส ยกมาตรฐานตัวเองขึ้นมาตั้งแต่ฤดูที่แล้ว แต่ว่าจนแล้วจนรอดก็ยังก้าวข้ามตัวเองขึ้นมาเป็นกลุ่มที่จะไปถึงเป้าหมายแบบจริงๆจังๆไม่ได้สักที

ส่วน ลิเวอร์พูล ก็พึ่งจะฟื้นตัวกลับมา หลังจากที่เมายากันยุงจนถึงตุปัดตุเป๋ กว่าจะรู้สึกตัวอีกครั้ง พวกเขาก็กระเด็นหลุดจากพื้นที่ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ไปแล้วจนถึงจำต้องรีบเครื่องจักรสีแดงไล่ล่ากันใหม่
เมื่ออาทิตย์ก่อน เว็บไซด์ "ทอล์คสปอร์ต" ของอังกฤษนำเอาวัสดุอุปกรณ์การทายอนาคตที่เรียกว่า "ซูเปอร์คอมพิวเตอร์" มาประมวลฟอร์มการเล่น ประสิทธิภาพ แล้วก็สถานการณ์ของทั้ง 20 กลุ่มในพรีเมียร์ลีกพลางจัดลำดับในตอนจบของฤดู
ผลการทาย 6 ขั้นแรก ปรากฏออกมาดังต่อไปนี้
1. เชลซี
2. แมนฯ ซิตี้
3. สเปอร์ส
4. อาร์เซน่อล
5. แมนฯ ยูไนเต็ด
6. ลิเวอร์พูล

อืมมมมมม…สังเกตได้ว่า 4 ขั้นแรกราวกับที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้เลยนะครับ สลับกันแค่ชั้น 5 กับ 6 ที่ตอนจบของฤดู "ซูเปอร์คอมพิวเตอร์" คำนวณให้ แมนฯ ยูไนเต็ด แซงหน้า ลิเวอร์พูล ได้เสร็จ
ถ้าจบอย่างงี้ถือเป็นอีกฤดูที่น่าผิดหวังสำหรับเด็กหงส์ทุกหมู่เหล่า เพราะเหตุว่าเว้นเสียแต่ ลิเวอร์พูล จะไม่ได้แชมป์อะไรแล้วยังไม่ได้ไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกต่างหาก
ที่แสบสันต์กว่าคือชั้นที่ต่ำลงมากยิ่งกว่าคู่อาฆาต-แสนรักอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งนั่นคือการบรรลุเป้าหมายท้ายที่สุดที่หลงเหลืออยู่ในฤดูนี้ อย่างไรก็ดี มันเป็นเพียงคำทำนายจากคอมพิวเตอร์ที่ไม่ค้ำประกันความแน่ชัด
ที่แน่นอนคือในขณะนี้ระยะห่างระหว่างแต้มของกลุ่มชั้น 2 ถึงชั้น 6 ใกล้เคียงกันอย่างยิ่ง จังหวะที่จะเข้าไปอยู่ในกลุ่มท็อปโฟร์ของ แมนฯ ซิตี้, สเปอร์ส, อาร์เซน่อล, ลิเวอร์พูล แล้วก็แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เลยมีพอๆกันจนถึงสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคนอย่างผมจัดลำดับผิดเลยทีเดียว เรือใบสีฟ้าของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เป็นกลุ่มที่มีสามารถพลานุภาพสูงมากไปกว่าที่จะหลุดจาก 4 ขั้นแรกคลับไก่ก็ค่อนข้างจะเท่าเทียมกันทั้งในเกมรุกแล้วก็เกมรับ ในช่วงเวลาที่ อาร์เซน่อล จะแย่แค่ไหนก็ไม่เคยหลุดจาก 4 ขั้นแรกแล้วไหนจะ ลิเวอร์พูล ที่ได้ดาวเตะสำคัญกลับมาครบแล้วยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มีความสำคัญสำหรับ แมนฯ ยูไนเต็ด อย่างยิ่งยวดครับ เพราะเหตุว่ามันไม่แตกต่างจากขุมสมบัติที่ช่วยทำให้สมาพันธ์โกยรายได้อย่างมหาศาลมากขึ้น รวมถึงเป็นแรงดึงดูดผู้เล่นระดับ "มหาดารา" ให้มาร่วมกลุ่ม
คิดง่ายๆนะครับว่าถ้าฤดูหน้า แมนฯ ยูไนเต็ด อดไป แชมเปี้ยนส์ ลีก ดาวตามที่ปีศาจแดงอยากได้จนถึงตัวสั่นอย่าง อ็องตวน กรีซมันน์ ก็บางทีอาจจำเป็นที่จะต้องคิดมากขึ้นช่องทางของ "ปีศาจแดง" ในการณีที่หลุดจากท็อปโฟร์ คือจำต้องครอบครองแชมป์ ยูโรปา ลีก ให้ได้เพียงสถานเดียว

แม้พวกเขาจะเป็นเต็งหนึ่งในรายการนี้ แต่ว่าก็ไม่มีอะไรแน่ๆหรือค้ำประกันสมมุติว่าถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก แล้วโควต้าไปแชมเปี้ยนส์ ลีก ในพรีเมียร์ลีกจะเป็นอย่างไร?
ตามกฏที่ระบุไว้คือถ้าเกิดเหตุแบบนั้น โควต้าของพรีเมียร์ลีกจะได้ 4 กลุ่มเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่ว่ากลุ่มที่จะโชคไม่ดี อดเล่นใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก คือกลุ่มชั้น 4 ของตาราง มีคนถามว่าแล้วถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด ได้แชมป์ ยูโรปา ลีก ในขณะ เลสเตอร์ ซิตี้ ครอบครองแชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรปได้เสร็จล่ะ?
ไอ้ที่ถามอย่างงี้ คาดว่าน่าจะเป็นเพราะเหตุว่าคำทำนายของท่านเจ้าคุณธงชัยที่วัดไตรมิตรที่ทายว่า "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" จะครอบครองแชมป์ยุโรปนั่นแหละ (แถมรอดตกชั้นด้วยนะ) แม้เป็นแบบนั้น ยูฟ่า จะเพิ่มโควต้าให้กลุ่มจากพรีเมียร์ลีกเป็นกรณีพิเศษเป็น 5 กลุ่ม เชลซี ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีก เลสเตอร์ ในฐานะแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แมนฯ ยูไนเต็ด ในฐานะแชมป์ ยูโรปา ลีก บวกกับชั้น 2 แล้วก็ 3 ของตาราง รวมกันเป็น 5 กลุ่ม โดยกลุ่มที่อดไป คือชั้น 4 อย่างเดิมสเปอร์ส เคยพบอะไรอย่างงี้มาแล้วครับ ตอนที่ เชลซี ได้แชมป์ถ้วยใหญ่ยุโรป เมื่อฤดู 2011-12 กลุ่มชั้น 4 อยากพวกเขาจำเป็นต้องหลบให้ "แชมป์เก่า" ที่หลุดจากท็อปโฟร์

4 วิธียกระดับลิเวอร์พูลจากหลุม

สถานการณ์ของลิเวอร์พูลในช่วงเวลานั้น ถ้าเป็นคนไข้ติดเตียง อาการมีแม้กระนั้นทรงกับทรุด
แพ้ค้างบ้านสองครั้งติดกัน ทั้งที่ก่อนโดนสวอนซีบุกลูบคมเมื่อวันเสาร์ หงส์แดงแพรวพราวด์ลี่ พรีเซนต์ ภูมิใจพรีเซนเทชั่นผลงานไม่มีพ่ายในแอนฟิลด์ นานข้ามปี
เรื่องจริงวันนี้ไม่ตั้งใจเขียนถึงความปราชัยที่ยุติเส้นทางไปเวมบลีย์ เพราะว่าไม่มีอะไรแปลกใหม่ จากที่เพิ่งแพ้ในดาร์บี้แมตช์ของศึก "หงส์สองตัวอยู่สระเดียวกันไม่ได้"
แม้กระนั้นข้อความสำคัญที่ว่ามันกำเนิดอะไรขึ้นอยู่กับลิเวอร์พูล จากความมีชัยเพียงแค่ครั้งเดียวใน 7 เกมทุกรายการ ตั้งแต่แมื่อออกสตาร์ตศักราชใหม่ แถมเป็นการชนะโรคหืดจับเหนือทีมต่ำดิวิชั่นกว่าจมหูอย่างพลีมัธ ผมรู้สึกว่าทุกคนคงจะพอเพียงมีคำตอบอยู่บ้างแล้ว
สำคัญกว่านั้นคือการระดมความเห็นหาทางออก เพราะว่าในเมื่อสถานการณ์ชั่วร้ายมาถึงจุดนี้ พบร คล็อปป์ ควรถึงเวลาลงมือทำอะไรหรือยัง เพื่อเปลี่ยนแปลง และก็ฉุดทีมให้กลับขึ้นมาผงาดอีกครั้งผมรวบรวมมาเป็นข้อๆเท่าที่พอเพียงนึกได้ในห้วงยังเซ็งเป็ด เอ๊ย เซ็งหงส์
1. ฉีกแบบการเล่นทั้งระบบ สไตล์ และก็กระบวนการให้แตกต่างจากแพทเทิร์นเดิมๆซ้ำๆในระหว่างที่ยังมี ซาดิโอ มาเน่ ในสนาม
เพราะว่าจนถึงตอนนี้ ผลงานชนะพลีมัธ เพียงแค่ทีมเดียวจาก 7 นัดหมาย และก็จะต้องใช้โอกาสถึง 180 นาที เพื่อคว่ำทีมระดับลีก ทู นี้ได้ สะท้อนแน่ชัดว่าการขาดมาเน่ ทิ้งปัญหาใหญ่ขนาดเท่าหลุมจากระเบิดปรมาณูพบร คล็อปป์ รู้นานแล้วว่าเขาไม่มีตัวแทนมาเน่ แบบ like for like หรือมีสไตล์คล้ายๆกัน ไม่ถึงขั้นว่าจะต้องเหมือน มาเน่ทำให้เกมบุกของลิเวอร์พูล ภายใต้หมาก 4-3-3 จุดติดมาทั้งครึ่งฤดูแรก จากการเป็นตัวรุกริมเส้นที่ถ่างตัวเกาะติดออกมาจากตำแหน่ง และก็เปิดช่องให้ตัวใส่อย่าง อดัม ลัลลาน่า หรือ เนธาเนียล ไคลน์ ทะลุขึ้นมาทำการจะสังเกตได้ว่าตั้งแต่มาเน่ไม่อยู่ ลิเวอร์พูลไม่สามารทำลายโซนรับคู่ปรปักษ์ให้ฉีกให้ขาด หรือแตกออกมาได้เลยพร้อมเพียงกันคือฟอร์มของลัลลาน่า รวมทั้งไคลน์ พากันหายเข้ากลีบเมฆไปด้วยเมื่อกลางอาทิตย์กับนักบุญ คล็อปป์ยังซุกซนยึดระบบนี้ แม้จะถอยลัลลาน่าลงมายืนในไลน์ของมิดฟิลด์ และก็ขยับ โรกางร์โต้ ฟีร์มีโน่ ไปแทนตำแหน่งของมาเน่ โดยมี แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นกองหน้าตัวเป้า
แม้กระนั้นตลอด 45 ที่นาตอนแรก เกมของลิเวอร์พูลยังมืดบอด ไม่มีวี่แววจะเอาชนะแนวรับของเซาธ์แฮมป์ตัน ที่ไม่ได้ใช้คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักจากตอนต้นฤดู อย่าง เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ กับ โชเซ่ ฟอนเต้ ด้วยซ้ำ เพราะว่าการแก้แบบหนึ่งมักนำไปสู่ปัญหาอีกอย่างหนึ่ง หลายๆจังหวะปรากฏว่าฟีร์มีโน่หุบมาทับไลน์เดียวกับสเตอร์ริดจ์ ส่วนการขึ้นเกมทางขวายังบอดอย่างเดิม มิหนำซ้ำแบ็กขวายังเป็นดาวรุ่งอย่าง เทรนท์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แม้เล่นเจริญระดับหนึ่ง แม้กระนั้นเขาควรแบกความปรารถนาในระดับไหน เป็นอีกกรณี
กระทั่งครึ่งหลัง คล็อปป์ขยับตำแหน่งการยืนเป็น 4-4-2 ไดมอนด์ ฟีร์มีโน่กับสเตอร์ริดจ์เป็นคู่กองหน้า คูตำหนินโญ่เป็นหัวเพชร ถึงสามารถสร้างโอกาสได้มากยิ่งขึ้น และก็ควรมองเห็นสกอร์อย่างน้อยๆ1-2 ประตู
เป็นอีกครั้งต่อจากนัดหมายแพ้สวอนซีเมื่อสุดสัปดาห์ ที่คล็อปป์เลือกออกสตาร์ตด้วยแผน 4-3-3 และก็เมื่อไม่ได้เรื่องถึงค่อยคิดเปลี่ยนแปลง
กับสวอนซีจะต้องรอให้โดนสองเม็ด ค่อยกระตุกความกระฉับกระเฉง ส่วนเกมนี้ ลิเวอร์พูลไม่ได้เริ่มต้นด้วยผล 0-0 ครับ แม้กระนั้นตาม 0-1 จากนัดแรก แล้วเพราะเหตุไรถึงปล่อยให้ตนเองเหลือเวลาแค่ 45 นาทีในที่สุด
2. นอกจากความเคลื่อนไหวในสนามแข่งขันแล้ว สิ่งที่ยากกว่าคือ คล็อปป์บางทีอาจจะต้องปรับกระบวนการทำงานนอกสนาม

อย่างที่เฟอร์กี้เคยพินิจพิจารณาในตอนซัมเมอร์ ว่าจากการศึกษาเล่าเรียนเกมนัดหมายชิงยูโรปา ลีก ระหว่างลิเวอร์พูล กับ เซบีย่า เขามองเห็นนักเตะหงส์แดงเหี่ยวเฉาปลาย รีบไม่ขึ้นในครึ่งหลัง
เหมือนกันกับ เรย์มงด์ แฟร์เฮเย่น โค้ชด้านฟิตเนสที่ผ่านเวทีบอลโลกมาแล้วสามยุค กับฮอลแลนด์, เกาหลีใต้ และก็รัสเซีย รวมทั้งเคยเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้ เคร็ก เบลลามี่ ได้แสดงความเห็นครึ่งพยากรณ์ในส.ค.ว่า สไตล์ทำทีมและก็การฝึกฝนที่เข้มข้นของคล็อปป์ จะมีผลให้ลิเวอร์พูลลำบากในตอนครึ่งฤดูข้างหลังนาทีนั้น เด็กหงส์บางบุคคลสั่นหน้าไม่เชื่อแม้กระนั้นข้างหลังเกมกับเซาธ์แฮมป์ตัน เจมี่ คาร์ราเกอร์ พูดว่าหนึ่งในปัญหาใหญ่ของหงส์แดง คือนักเตะดูล้า ขาไม่วิ่ง สปีดช้าลง และก็แพ้บ่อยขึ้นในการฉกชิงบอลจังหวะสอง
เกมนี้ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายๆนัดหมาย ที่มองเห็นนักเตะลิเวอร์พูลกลับมาใช้เกมเพรสซิ่งแบบเป็นหมู่คณะ เหมือนในช่วงแรกที่คล็อปป์เข้ามาคุม และก็ถือว่าบีบคั้นทีมเยี่ยมได้พอควร
แม้กระนั้นก็ทำแบบมาๆหายๆเป็นระยะๆไม่ต่อเนื่อง เหมือนจะบีบได้แล้ว แม้กระนั้นในที่สุดก็คลายออก ความฟิตของนักเตะจะต้องถูกเสนอคำถามว่าคล็อปป์รีดมันออกมาจนกระทั่งหมดถัง ไม่เหลือสักหยดแล้วหรือ 3. จงสารภาพเหอะว่าขุมกำลังชุดนี้ดีไม่พอจะต่อกรกับอีก 4-5 ทีมบนหัวตารางลิเวอร์พูลอาจมีทีม 11 ตัวจริงที่ดีไม่เป็นสองรองคนไหน แม้กระนั้นอย่างที่มองเห็นเมื่อเกมเข้าสู่ตอนเข้าด้ายเข้าเข็ม และก็คล็อปป์แทบไม่ขยับสลับตัว หรือใช้โควตาเปลี่ยนแปลงช้าเหลือเกิน แทนที่จะเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ออกสตาร์ตครึ่งหลัง มันย่อมสะท้อนในทางหนึ่งว่า คล็อปป์บางทีอาจไม่มั่นใจว่าผู้เล่นสำรองจะปฏิบัติงานได้ดียิ่งกว่าคนที่อยู่ในสนาม
การซื้อนักเตะใหม่ในตอนเดือนมกราคม บางทีอาจไม่ใช่รสนิยมส่วนตัวของคล็อปป์ และก็เขาก็มีส่วนถูกที่ว่ามันไม่ได้หาซื้อกันกล้วยๆเหมือนที่หลายคนคิด ด้วยต้นสายปลายเหตุหลายสิ่งหลายอย่าง
แม้กระนั้นถึงอย่างนั้นก็ใช่ว่าของดีจะไม่มีให้สอยมาเสียเลย เอฟเวอร์ตันได้ มอร์กกาน ชไนเดอร์ลิน ไปเสริมแดนกลาง บางคราวเงื่อนไขบางข้อ ของดีราคาถูกเหลือเกินก็รออยู่ในตลาด
เวลาที่เหลืออีกไม่กี่วันก่อนตลาดวาย ยังพอเพียงทันให้คล็อปป์มองหาตัวเลือกใหม่ๆมาช่วยปั๊มหัวใจหงส์ที่เริ่มจะแผ่วเบาลง ดียิ่งกว่าปล่อยให้ตายไปต่อหน้าต่อตา
4. ทำทุกอย่างอย่างเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นับวันรอที่กำลังจะได้ ซาดิโอ มาเน่ กลับมาช่วยทีมจากการไปทำศึกทำสงครามแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพไม่ได้ประชดครับ และก็ผมคงจะไม่ใช่แฟนหงส์ผู้เดียวที่รอเช็กผลของเซเนกัล ด้วยความบริสุทธิ์ใจต้องการให้ตกรอบแม้กระนั้นเวลารุ่งสางเลยด้วยซ้ำ ความปรารถนาหรืออีกนัยเรียกว่าแช่ง พังฉิบหายตั้งแต่ผ่านสองนัดแรก เพราะว่าเซเนกัลปัดกวาด 6 แต้มเต็ม แถมมาเน่มีชื่อทำแต้มได้ทั้งคู่เกม
ผ่านเข้ารอบไปแบบสบายๆจัดเตรียมเจอกับ "หมอผี" แคเมอรูน ในรอบก่อนรองฯ วันเสาร์นี้ ดูตามหน้าเสื่อ เซเนกัลเหนือชั้นกว่าอยู่ดี มีสิทธิ์อยู่ยาวข้ามถึงกุมภาพันธ์

18 พ้อยท์ที่ลบไปของ เป็ด

แล้วสิ่งที่ชาวหงส์หวาดผวาก็ยังคงเกาะกัดความรู้สึก ทีมที่ขึ้นชื่อว่าเป็น ''แชมเปี้ยน'' ในกรุ๊ปท็อปเซเว่นโดยไม่เคยแพ้เลย ก็ยังมักจำเป็นต้องตกอยู่ใต้เครื่องหมายคำถามว่าเพราะเหตุใดถึงเร่งสปีดไม่ขึ้นประจำยามปะทะทีมกรุ๊ปข้างล่างของตาราง มันไม่ใช่หนแรก ครั้งสอง ครั้งสาม แม้กระนั้นมันบ่อยครั้งมากๆมีเสียงโห่เล็กๆถึง จอร์แดน ไอบ์ (What?) มีเสียงสดุดีถึง ดิว็อค โอริกี้ พลันที่พุ่งขวิดจ่อๆให้ลิเวอร์พูลแซงนำ มีเสียงพร่ำบ่นหนักแน่นถึงแท็กติกของ เจอร คล็อปป์ อีกครั้ง ซึ่งจัดได้ว่าเป็นเหตุผลสำคัญเลยที่ทำให้เกมลงเอยด้วยการเสมอ โยนความมีชัยทิ้งที่แอนฟิลด์
''คูตำหนินโญ่ป่วยตอนพักครึ่ง ผมเลยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงออก มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ'' ชายผู้สวมแว่นตาทรงกลมตอบปัญหา แม้กระนั้นก็ยังมีคนไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดจำเป็นต้อง โฌแอล มาตำหนิป เพราะเหตุใดจำเป็นต้องปรับมาตึงเกมรับด้วยสามเซนเตอร์ฮาล์ฟ เพราะเหตุใดไม่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ไม่ เบน วู้ดเบิร์น หรือ อัลเบร์โต้ โมเรโน่ นี่บอร์นมัธ ไม่ใช่บาร์เซโลน่า…
''โอเค ผมเพียงแค่มองว่าบอร์นมัธมีกองหน้าสองคนที่มีความเร็ว เวลาที่ แดเนียล (สเตอร์ริดจ์) พึ่งหายมาอาจจะยังไม่เหมาะกับเกมจำพวกนี้ ผมเลยเลือกแท็กติกแบบนั้น'' ฟังแล้ว กลายเป็นผลึกเช่นกันมั้ย
1. การที่เปลี่ยนแปลงมาใช้ข้างหลังสามด้วยการถอดนักเตะที่ฝากความมุ่งมาดได้มากสุดออกตั้งแต่นาที 65 ซึ่งเวลาที่เหลือขนาดนั้นอย่างไรก็นำพาความเสี่ยงที่จะเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งยิ่งเมื่อพินิจจากความเหนียวแน่นของเกมรับลิเวอร์พูลก่อนหน้านี้ที่ผ่านมา
2. แม้สเตอร์ริดจ์ไม่เหมาะกับ ''เกมอย่างงี้'' ก็ไม่สมควรใส่ชื่อเอาไว้ด้วยทุกสิ่ง เพราะมันราวกับทำข้อสอบแล้วนึกไม่ออกก็วงคาดเดาๆไป
3. ในตอนที่โดน 2-2 ถึงด้านหลังเกมแต่ทว่าเวลาก็ยังพอเหลืออยู่รวมทดเจ็บก็อย่างน้อย 7 นาที เพราะเหตุใดนะครับ เขาถึงอาจจะนิ่งที่จะปรับปรุงเหตุการณ์ มีสิ่งใดดลใจให้เชื่อว่าผู้เล่นที่อยู่ในสนามจะสามารถพังประตูที่สามได้
ซีซั่นนี้เว้นแต่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ดแล้ว สังเวียนของทีมท็อปเซเว่นก็ล้วนทำให้กองเชียร์บอร์นมัธเดินทางกลับไปอยู่บ้านที่ดินแดนใต้ด้วยความชอกช้ำมาตลอด แพ้ 4-0 ที่เอตำหนิฮัด, 3-1 ที่เอมิเรตส์, 3-0 ที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ และก็ 6-3 ที่ข้าดิสัน พาร์ค ด้วยเหตุนั้นแล้วด้วยประการทั้งปวง ลิเวอร์พูลควรเก็บสามแต้มให้ได้กับ ''เกมอย่างงี้'' การเจ็บของ ซาดิโอ มาเน่ ทำให้เกิดผลกระทบแน่นอนฤดูนี้พวกเขาไม่เคยกำชัยได้เลยยามไม่มีสตาร์คนเก่งทีมชาติเซเนกัล (เสมอ 2 แพ้ 2) แม้กระนั้นด้วยทรงของเกมอย่างคืนวันพุธ ด้วยความที่ครึ่งหลังลงมาเร่งเครื่องจนกระทั่งบดออกนำไปเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้รักษาสกอร์ไม่ได้ ก็จำเป็นต้องรัวเพิ่ม แต่ทว่าสมาคมสีแดงแห่งเมอร์ซี่ย์ไซด์ทำไม่ได้สักอย่าง อีกอย่างหนึ่งการสันนิษฐานว่าทีมของคล็อปป์มักแพ้ทางพวกมาอุด แม้กระนั้นนี่ไม่ใช่ บอร์นมัธภายใต้ผู้ฝึกสอนวัยรุ่น เอ็ดดี้ อาว มาแอนฟิลด์ด้วยการวางระบบ 4-4-2 มี โจชัว คิง กับ เบนิค อโฟเบ้ ยืนหัวหอก พวกเขาเพียรพยายามเซตเกมรุกบนพื้นสู้ แม้อาจมีบ้างที่รอคอยคว้าข้อผิดพลาดเข้าโจมตีดั่งเป็นต้นว่าลูกแรกที่ทำได้ นี่ก็ไม่ใช่หนแรกที่เกิดอะไรอย่างงี้
วันเสมอซันเดอร์แลนด์ 2-2 ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ก็ถูกทีเด็ด เจอร์เมน เดโฟ นาที 84 ถัดมาเสียท่าค้างรังต่อสวอนซี 2-3 ทั้งที่อุตสาห์ฮึดราวกับกลับมาได้แล้วและก็แน่นอนที่เดอะ ค็อปอาจจะจำฝังใจก็คือเกมแรกที่เยือนบอร์นมัธต้นเดือนธันวาคม ปัญหาคือเพราะเหตุใดคุณถึงเก่งจังกับทีมใหญ่ แม้กระนั้นมักป้อแป้กับทีมเล็ก???? พวกเขาเอาชนะคู่ปรับกรุ๊ปท็อปเซเว่นได้ถึง 7 เกมจาก 12 แม้กระนั้นทราบมั้ยนะครับว่าสถิติกับการเผชิญหน้าพวก 8 ทีมข้างล่างของตารางลงไปเป็นอย่างไร 21 แต้มจาก 39 แต้มเต็ม หรือ 21 แต้มจาก 13 นัดหมาย ใช้สมองน้อยๆคำนวณพอๆกับว่ามีถึง ''18 คะแนนที่หายไป''ฤดูนี้แพ้มาหมดแล้วตั้งแต่เบิร์นลี่ย์, บอร์นมัธ, สวอนซี, ฮัลล์ จนถึงเลสเตอร์ สิตี้ แม้พอเจอเชลซี, ท็อตแน่ม, แมนฯ ซิตี้, อาร์เซนอล, แมนฯ ยูไนเต็ด จนถึงเพื่อนข้างสวน เอฟเวอร์ตัน แทบจะยกขันหมากเชิญให้รีบมาเจอเลยฟุตบอลมักมีอะไรแปลกๆเสมอ คล็อปป์ควรเขยื้อนสายตาดูสเปอร์สซึ่งกำลังบีบคั้นเชลซีไม่ลดละ การที่พวกเขาโกงความตายมาได้อย่างเมื่อวันพุธ ตอกย้ำว่าเพราะเหตุใดสองปีที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ถึงนำพามาตรฐานวนเวียนบนหัวตาราง ต่อเข้าข้างซีซั่นก่อนอาจออกลูกสะดุดหัวคะมำก็ตาม พวกเขาแพ้ 3 เกมแค่นั้นให้กับลิเวอร์พูล, เชลซีและก็แมนฯ ยูไนเต็ดใช่นะครับ เป็นเรื่องปกติที่ทำความเข้าใจกันได้ แต่ทว่าเมื่อถึงแมตช์ที่จำเป็นต้องชนะก็ชนะ แม่ทัพตราไก่ของ เมาริสิโอ โปเช็ตตำหนิโน่ กวาดไป 32 แต้มจาก 12 เกมยามเจอกรุ๊ป 8 ทีมล่างของตาราง โดยการทำตกหายไปเพียงแค่ 4 แต้ม… ผมเคยเขียนไปก่อนแล้วว่าหากออกทรงนี้ สู้มีผลงานกลางๆก็ได้เมื่อเจอทีมใหญ่ แล้วแบ่งอะดรีนาลีนพล่านไปใส่กับทีมที่เหลือ มิฉะนั้นก็จำเป็นต้องมานั่งบอกเล่าความทุกข์กัน เพราะทีมเล็กมีเยอะกว่า
รอยต่อมา ซีซั่นนี้พวกเขาเสียประตูจากเซตพีซไป 11 จากทั้งผอง 39 ? ซึ่งแม้แต่แมนฯ ซิตี้ที่โดนวิภาควิจารณ์เรื่องความอ่อนฮวบเกมรับ หรือว่าอาร์เซนอลก็ตาม ยังมีสถิติที่ดีมากกว่าด้านนี้ นี่ถือเป็นอีกสิ่งที่ไม่ว่าใครก็ตามมาเจอก็ชอบฝึกซ้อมลูกตั้งเตะมารอทำร้าย เพราะคล็อปป์นิยมให้ผู้ร่วมทีมคุมโซนมากกว่าเกาะติดคน
ก่อนนี้มีการกางเปรียบผลงานของ เบรนดินแดน ร็อดเจอร์ส กับคล็อปป์ ซึ่งก็เกือบจะไม่ได้แตกต่างกัน แม้กระนั้นก็มีคนชูหัวข้อว่าสมรรถนะของทีมวัดกันทุกข์ยากลำบาก เพราะสมัยก่อนมีบ่าสองข้างของ หฝ่าส์ ซัวเรซ ที่แบกภาระทุกอย่างของทีม มาถึงยุคนี้แบ่งหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบกระจัดกระจายมากกว่ายังไงก็ตาม ลิเวอร์พูลเป็นสมาคมที่ผูกติดความสำเร็จตลอดมา

พวกเขาอาจไม่เคยไปถึงโทรฟี่พรีเมียร์ลีก แม้กระนั้นก็ทำได้ใกล้เคียงมา 2-3 คราวตั้งแต่ยุค ราฟา เบนิเตซ มาถึงร็อดเจอร์ส ซึ่งถือเป็นทีมที่มีการพรีเซ็นท์ต้นแบบเด่นชัด มีผู้เล่นที่ซึ่งพูดได้ว่าเป็นตัวพระเอกระดับทวีป
คูตำหนินโญ่, ฟีร์มีโน่ และก็มาเน่ ไม่ใช่ไม่เก่ง แม้กระนั้นเชื่อว่าสาวกหงส์เองก็ย่อมประทับใจกับทีมที่มี เฟร์นานโด โคนร, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ชาบี อลอนโซ่, ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ เหมือนกับทีมที่นำโดยหัวหอกฟันเหยินลำดับที่เจ็ด
ซัมเมอร์นี้คล็อปป์ประกาศแล้วว่าซื้อแน่…ผมเอาปัญหาเดียวกันนี้คุยกับเดอะ ค็อปก่อนเกมวันพุธ มีอยู่คนพูดน่าตกใจอย่างงี้นะครับ ''ผมอยากเห็นทีมซื้อ 6 คน เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงใหม่และก็มีตัวสำรองชดเชย ผู้รักษาประตู เซนเตอร์ฮาล์ฟ แบ็กซ้าย กองกลาง ตัวขอบเส้น และก็กองหน้า''
ความน่าจะเป็นที่จะเห็นผู้ฝึกสอนที่ลุ่มหลงเพลงเฮฟวี่ทุ่มยกแผง จ่ายหนักๆก็น่าทราบว่ามีมากแค่ไหนกัน ถัดมาหากติดตามบทสัมภาษณ์ของเขาตลอดก็น่าจะเดาใจได้ไม่ยากว่าเขาเองก็พึงใจต่อทีมที่มีพอสมควร ด้วยเหตุนั้นแล้วช่องทางที่จะซื้อกี่คน ใช้งบประมาณเท่าใดก็อาจจะขึ้นอยู่กับว่าสุดท้ายจบอันดับเท่าใดในตาราง
โปรแกรมที่เหลือจากนี้อีก 7 เกม : สโต๊ค, เวสต์บรอมวิช, พาเลซ, วัตฟอร์ด, เซาธ์หมูแฮมป์ตัน, เวสต์หมูแฮม และก็โบโร่
แม้เป็นคอนเต้หรือโปเช็ตตำหนิโน่ก็อาจจะลูบปาก ทว่านี่เป็น ''ของแสลง'' สำหรับลิเวอร์พูลศักราชนี้ แน่นอนก็ถือเป็นเจ็ดเกมที่จะตัดสินผู้ฝึกสอนอย่างคล็อปป์เหตุว่า ภายหลังได้คุมเต็มตัวผ่านมาหนึ่งฤดูควรให้เกรดที่เท่าใดกัน 18 แต้มที่หายไป… จำเป็นต้องอุตริฝันน้ำลายเยิ้มว่าเก็บได้หมดเลย เอาเพียงแค่ครึ่งเดียวจากนั้น เพราะหากทำได้ปัจจุบันนี้ลิเวอร์พูลจะอยู่ที่สองตามหลังผู้นำฝูงเชลซีเพียง 3 แต้ม

โจเซ่ มูรินโญ่เซงปีศาจแดงสังเวย มิคกี้,คาร์ริค เข้ารอบยุโรป้า 32 ทีม

น้ามู นายใหญ่ฝีปากกล้าของ ปีศาจแดง คาดว่าเขาจะหมดสิทธิ์ใช้งานเฮนริค มคิทาร์ยาน กับ ไมเคิล คาร์ริค ในเกมนัดชิงอีเอฟแอล คัพ กับ เซาแธมป์ตัน ในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้โดยทั้งคู่ได้รับบาดเจ็บในเกมเยือน แซงต์-เอเตียน ในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อคืนที่ผ่านมา

 

เฮนริค มคิทาร์ยาน และ ไมเคิล คาร์ริค ได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ระหว่างเกมการลงแข่งก่อนสุดท้ายจะโดนเปลี่ยนตัวออกไปในศึกยุโรป้า ลีกรอบ 32 ทีมสุดท้ายกับ แซงต์-เอเตียน ผลปรากฏว่า แมนยูบุกไปชนะด้วยแต้ม 1-0 ผลสกอร์ร่วม 4-0 ผ่านเข้ารอบต่อไป

 

''ผมไม่ได้ยืนยันนะ แต่ผมคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะไหว''

แฟนปีศาจแดง!เสี่ยหมู หายเจ็บกลับมาลงสนามซ้อมแล้ว

เวย์น รูนีย์ กัปตันของทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หายจากอาการบาดเจ็บลงฝึกซ้อมได้อีกครั้ง ก่อนจะบุกเยือน แซงต์ เอเตียนในศึกยูโรปา ลีก รอบ 32 ทีม นัดสอง

 มูรินโญ นายใหญ่ของทีมเผยก่อนหน้านี้ ว่าเขาไม่แน่ใจว่า ศูนย์หน้าวัย 31 ปี จะกลับมาฟิตทันนัดชิงชนะเลิศของถ้วยอีเอฟแอล คัพ หรือไม่ หลังจากที่นักเตะได้รับบาดเจ็บ ทำให้ไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา

นับเป็นข่าวดีอย่างยิ่งของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ล่าสุด ศูนย์หน้า ทีมชาติอังกฤษ หายจากอาการบาดเจ็บสามารถลงซ้อมได้แล้ว ซึ่งอาจมีชื่อเป็นผู้เล่นในเกมยุโรปวันพฤหัสบดีนี้

พบข้อความไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ในงานประท้วง”ทรัมป์”

มีรายงานแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ เจ๊ กุนซือของอาร์เซน่อล ในงานเดินขบวนประท้วง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในประเทศอังกฤษ

 

เวนเกอร์ โดนกระแสขับไล่อย่างหนักจากผลงานที่พาปืนใหญ่บุกไปโดนบาเยิร์น มิวนิคถล่มยับมา 1-5 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

 

แม้เกมล่าสุดพวกเขาจะผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายเอฟเอ คัพไปได้ด้วยการชนะ ซัตตัน ยูไนเต็ด ไป 2-0 แต่ก็ไม่ได้สร้างความประทับใจให้กองเชียร์ปืนใหญ่แต่อย่างใด

 

โดยในงานประท้วง ทรัมป์ ในประเทศอังกฤษกับพบแผ่นภาพปรากฏข้อความขับไล่ อาร์แซน เวนเกอร์ มาด้วยสร้างความประหลาดใจให้ผู้พบเห็น